เขาว่าวัดพระธรรมกายสอนว่ายิ่งบริจาคมาก ยิ่งได้บุญมาก ?
คำถาม : จริงหรือไม่ วัดพระธรรมกาย ชอบสอนว่า
ยิ่งบริจาคมาก ยิ่งได้บุญมาก ?
คำตอบ : ก่อนจะอธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้ อยากให้ทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “บริจาคมาก” เสียก่อน
คำว่ามากในที่นี้!!! ทางวัดไม่ได้มุ่งเน้นไปที่มูลค่าหรือตัวเงินที่แต่ละคนนำมาบริจาค แต่มากไปด้วยการตัดใจออกจากความตระหนี่เช่น
คนมีเงินล้าน แต่ทำบุญ 100 บาทด้วยตัดใจรำคาญ ผู้มา
บอกบุญ แต่ในขณะเดียวกันคนหาเช้ากินค่ำ มีเงินหลักร้อยแต่ ทำบุญ 100 บาทเพราะศรัทธาที่เต็มเปี่ยม
บอกบุญ แต่ในขณะเดียวกันคนหาเช้ากินค่ำ มีเงินหลักร้อยแต่ ทำบุญ 100 บาทเพราะศรัทธาที่เต็มเปี่ยม
จำนวนเงินเท่ากัน แต่ศรัทธาไม่เท่ากัน ผลบุญที่ได้ย่อมไม่เท่ากัน ผู้มีศรัทธาและความเลื่อมใสมากกว่าย่อมได้ผลมากกว่า
แต่ถ้าคนมีเงินหลักล้าน ทำบุญ 1 ล้าน ด้วยศรัทธาและความเลื่อมใสในผลของทานที่เต็มเปี่ยม เทียบกับคนมีเงินหลักร้อย ทำบุญ 100 บาท ด้วยศรัทธาและความเลื่อมใสในผลของทาน มีอานิสงส์เหมือนกัน เหมือนปลูกข้าวในนาดี 10 ไร่ย่อมได้ผลมากกว่าปลูกข้าวในนาดี เพียง 1 ไร่
ดังนั้นในความเป็นจริงแล้ว
ทำทานมาก แต้ได้ผลน้อยมีอยู่
ทำทานมาก และได้ผลมากมีอยู่
ทำทานน้อย และได้ผลน้อยมีอยู่
ทำทานน้อย และได้ผลมากก็มีอยู่
ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของการทำทานคือ
- ผู้ให้บริสุทธิ์ คือผู้ที่ทำทานเวลานั้นมีศีลมากน้อยเท่าใด
- ผู้รับบริสุทธิ์ คือผู้ที่รับทานมีความบริสุทธิ์มากเพียงใด
- วัตถุทานบริสุทธิ์ คือทรัพย์นั้นได้มาด้วยความสุจริตไม่ได้คดโกงมา
- เจตนาบริสุทธิ์ ทั้งก่อนทำทาน ขณะทำทาน และหลังทำทาน
แนวทางที่วัดพระธรรมกายสอนเรื่องการทำบุญหรือบริจาคทานให้กับสาธุชนที่มาทำบุญที่วัด จึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่จำนวนเงินบริจาคว่าจะต้องทำจำนวนมากๆ แต่สิ่งที่ทางวัดเน้นมากๆ นั่นก็คือ ให้ทำบุญอย่างถูกหลักวิชชาตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเอาไว้
มาถึงจุดนี้ ขอขยายความว่า
คำตอบก็คือ...ต้องทำบุญให้ถึงพร้อมด้วยองค์แห่ง “ทานสมบัติ” ทั้ง 3 ประการได้แก่
1. ไทยธรรมสมบัติ (หรือวัตถุบริสุทธิ์) กล่าวคือ วัตถุทานที่นำ
มาถวายต้อง เป็นของบริสุทธิ์ ได้มาอย่างสุจริต ไม่ได้เกิด
มาจากการทำผิดศีล (เช่น ไปลักขโมย หรือคดโกง คนอื่น
มา เป็นต้น) อีกทั้งวัตถุทานที่นำมาถวายจะต้องไม่น้อมนำ
ให้เกิดอกุศลใดๆ ต่อผู้รับ(เช่น เอาเหล้าไปมอบให้เป็นของ
ขวัญแก่ผู้อื่นในวาระพิเศษต่างๆ เป็นต้น)
มาถวายต้อง เป็นของบริสุทธิ์ ได้มาอย่างสุจริต ไม่ได้เกิด
มาจากการทำผิดศีล (เช่น ไปลักขโมย หรือคดโกง คนอื่น
มา เป็นต้น) อีกทั้งวัตถุทานที่นำมาถวายจะต้องไม่น้อมนำ
ให้เกิดอกุศลใดๆ ต่อผู้รับ(เช่น เอาเหล้าไปมอบให้เป็นของ
ขวัญแก่ผู้อื่นในวาระพิเศษต่างๆ เป็นต้น)
2. จิตตสมบัติ (หรือเจตนาบริสุทธิ์) กล่าวคือ ผู้ให้มีเจตนาให้
ทานด้วยจิตที่บริสุทธิ์เป็นบุญกุศล เชื่อในเรื่องกรรมและ
ผลของกรรม อีกทั้งยังมุ่งให้เกิดความดีงามและความใส
สะอาดของจิต ไม่ได้ทำด้วยจิตที่เจือกิเลส (เช่น ทำเพื่อ
อวดรวย หรืออยากเด่นอยากดัง เป็นต้น) ซึ่งเจตนาจะ
บริสุทธิ์อย่างเต็มที่และได้อานิสงส์ผลบุญมาก ผู้ให้จะต้อง
รักษาใจให้มีความบริสุทธิ์ครบทั้ง 3 กาลดังนี้ คือ
ทานด้วยจิตที่บริสุทธิ์เป็นบุญกุศล เชื่อในเรื่องกรรมและ
ผลของกรรม อีกทั้งยังมุ่งให้เกิดความดีงามและความใส
สะอาดของจิต ไม่ได้ทำด้วยจิตที่เจือกิเลส (เช่น ทำเพื่อ
อวดรวย หรืออยากเด่นอยากดัง เป็นต้น) ซึ่งเจตนาจะ
บริสุทธิ์อย่างเต็มที่และได้อานิสงส์ผลบุญมาก ผู้ให้จะต้อง
รักษาใจให้มีความบริสุทธิ์ครบทั้ง 3 กาลดังนี้ คือ
- ก่อนให้ทาน..ต้องรู้สึกปลาบปลื้มยินดีที่จะ
ได้ถวายทาน
ได้ถวายทาน
- ขณะให้ทาน..ต้องทำจิตให้ผ่องใส ยินดีที่ได้
ถวายทานนั้น
ถวายทานนั้น
- หลังจากให้ทานแล้ว..ต้องตามตรึกระลึกนึกถึง
บุญที่เราได้ทำไปด้วยความปลื้มปีติใจ
บุญที่เราได้ทำไปด้วยความปลื้มปีติใจ
3. เขตสมบัติ (หรือบุคคลบริสุทธิ์) กล่าวคือ “ปฏิคาหก”
(หรือผู้รับทาน) จะต้องเป็นผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ
เป็นผู้มีศีลประกอบด้วยคุณธรรมและมีศีลาจารวัตรอัน
งดงาม ส่วน “ทายก”(หรือผู้ให้ทาน) จะต้องเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่
ในศีลด้วยเช่น เดียวกัน และด้วยเหตุนี้เองจึงมีประเพณีให้
สมาทานศีล 5 หรือศีล 8 ก่อนที่จะมีการถวายทาน
จากหลักวิชชาในเรื่อง “ทานสมบัติ 3” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเอาไว้ วัดพระธรรมกายก็สอนให้สาธุชนที่มาแสวงบุญที่วัดทำบุญตามหลักวิชชาดังกล่าวมาโดยตลอด
ส่วนว่าแต่ละคนทำบุญแล้วจะได้บุญมากหรือน้อย ในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับตัวแปรตามหลัก “ทานสมบัติ 3” ว่า ใครสามารถทำตามหลักวิชชาได้สมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน!!!
ถ้าทำครบสมบูรณ์ตามหลัก “ทานสมบัติ 3” ทุกประการ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการรักษาเจตนาบริสุทธิ์ให้ครบทั้ง 3 กาล) ไม่ว่าจะบริจาคทานน้อยหรือมาก อานิสงส์ผลบุญที่ได้รับก็จะมีกำลังมากด้วยกันทั้งคู่
ดังนั้น ในกรณีที่ทำบุญครบองค์แห่งทานสมบัติ 3 สมบูรณ์เท่าๆ กัน ผลบุญของคนที่บริจาคทานมากกว่า!!! ยังไงก็ย่อมมีกำลังบุญมากกว่าคนที่บริจาคทานน้อยกว่า
ถ้าจะอุปมาให้เห็นภาพ การสั่งสมบุญก็เปรียบเสมือนกับการหว่านพืช ถ้าองค์ประกอบในการเพาะปลูกมีครบและสมบูรณ์ดีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมีเมล็ดพันธุ์ดี (เปรียบได้กับมีไทยธรรมสมบัติถึงพร้อม) รวมถึง มีปุ๋ยดี มีดินดี มีน้ำดีและมีอากาศเหมาะสม(เปรียบได้กับเขตสมบัติครบองค์ประกอบทั้งผู้ให้และผู้รับ) อีกทั้งยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีความขยันหมั่นเพียร และคอยตามดูแลให้ผลผลิตเจริญงอกงาม (เปรียบได้กับเจตนาสมบัติที่เราสามารถรักษาความบริสุทธิ์ของใจครบทั้ง 3 กาล) คนที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า!!! (เปรียบได้กับคนที่ทำบุญมาก) ยังไงก็ย่อมได้ผลผลิต (ซึ่งก็คือผลบุญ) มากกว่าคนที่มีพื้นที่เพาะปลูกน้อย
ฉันใดก็ฉันนั้น!!! คนที่ทำบุญมากและทำถูกหลักวิชชาครบตามหลักทานสมบัติ 3 ย่อมได้ผลบุญมากกว่าคนที่ทำถูกหลักวิชชาเหมือนกันแต่ทำบุญน้อยกว่า
แต่ถ้าในกรณีที่ทำบุญแล้วองค์ประกอบของ “ทานสมบัติ 3” ไม่ครบ หรือไม่สมบูรณ์ บางทีคนที่บริจาคทานน้อยกว่าแต่ทำบุญถูกต้องตามหลักวิชชามากกว่า!!! ก็อาจจะได้ผลบุญมากกว่าคนที่บริจาคทานมากแต่ไม่ได้ทำตามหลักวิชชาก็เป็นได้
ดังตัวอย่างจากพระไตรปิฎกเรื่อง “มหาทุคตะ” ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าจนโคตรๆ ซึ่งต่อมาได้กลับกลายมาเป็นคนที่ร่ำรวยมหาศาล เพราะเหตุที่มหาทุคตะผู้นี้!!! มีความตั้งใจอยากที่จะสั่งสมบุญด้วยการรับเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุจำนวน 1 รูป เพื่อที่บุญดังกล่าวจะได้ไปรื้อผังจนกำจัดความตระหนี่ของตัวเอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ในภพชาตินี้ตัวเขาต้องมาเกิดเป็นคนยากจนที่สุดในเมือง (เจตนาบริสุทธิ์)
เมื่อเขามีความตั้งใจดีเช่นนี้เขาจึงออกไปทำงานรับจ้างที่บ้านเศรษฐี เพื่อหาภัตตาหารมาถวายแด่พระภิกษุด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง (วัตถุทานบริสุทธิ์) สุดท้ายพระภิกษุผู้รับทานของเขาก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(ที่สุดของบุคคลบริสุทธิ์)
และด้วยผลบุญจากการทำทานครบองค์ประกอบแห่ง “ทานสมบัติ 3” โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผู้รับทานเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทำให้มีฝนรัตนชาติที่เป็นเพชรพลอยตกลงมาที่บ้านของเขาสูงท่วมถึงหัวเข่า เรียกได้ว่า...รวยทันตาเห็นภายในวันนั้นเลยทีเดียว!!!
แต่ถ้าในกรณีที่ทำบุญแล้วองค์ประกอบของ “ทานสมบัติ 3” ไม่ครบ หรือไม่สมบูรณ์ บางทีคนที่บริจาคทานน้อยกว่าแต่ทำบุญถูกต้องตามหลักวิชชามากกว่า!!! ก็อาจจะได้ผลบุญมากกว่าคนที่บริจาคทานมากแต่ไม่ได้ทำตามหลักวิชชาก็เป็นได้
ดังตัวอย่างจากพระไตรปิฎกเรื่อง “มหาทุคตะ” ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าจนโคตรๆ ซึ่งต่อมาได้กลับกลายมาเป็นคนที่ร่ำรวยมหาศาล เพราะเหตุที่มหาทุคตะผู้นี้!!! มีความตั้งใจอยากที่จะสั่งสมบุญด้วยการรับเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุจำนวน 1 รูป เพื่อที่บุญดังกล่าวจะได้ไปรื้อผังจนกำจัดความตระหนี่ของตัวเอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ในภพชาตินี้ตัวเขาต้องมาเกิดเป็นคนยากจนที่สุดในเมือง (เจตนาบริสุทธิ์)
เมื่อเขามีความตั้งใจดีเช่นนี้เขาจึงออกไปทำงานรับจ้างที่บ้านเศรษฐี เพื่อหาภัตตาหารมาถวายแด่พระภิกษุด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง (วัตถุทานบริสุทธิ์) สุดท้ายพระภิกษุผู้รับทานของเขาก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(ที่สุดของบุคคลบริสุทธิ์)
และด้วยผลบุญจากการทำทานครบองค์ประกอบแห่ง “ทานสมบัติ 3” โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผู้รับทานเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทำให้มีฝนรัตนชาติที่เป็นเพชรพลอยตกลงมาที่บ้านของเขาสูงท่วมถึงหัวเข่า เรียกได้ว่า...รวยทันตาเห็นภายในวันนั้นเลยทีเดียว!!!
เมื่อเขาละโลกไปแล้วก็ได้ไปบังเกิดในสวรรค์เสวยทิพยสมบัติยาวนานถึง 1 พุทธันดร และในภพชาติสุดท้าย เมื่อเขาลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ผลแห่งบุญก็ได้ส่งผลทำให้เขาได้ไปเกิดอยู่ในตระกูลเศรษฐี พออายุ 7 ขวบ บุญในตัวของเขาก็ได้กระตุ้นเตือนให้อยากออกบวช ครั้นบวชได้ไม่กี่วัน เขาก็ได้บรรลุธรรมเป็นสามเณรอรหันต์ (ที่มาของเรื่องมหาทุคตะ : พระไตรปิฎกและอรรถกถาภาษาไทย ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 41 หน้า 318 ธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท บัณฑิตวรรควรรณนา)
นี่เป็นตัวอย่างของการ “บริจาคน้อย!!! แต่ทำถูกหลักวิชชาจนได้ผลบุญมาก” ที่ชัดเจน ซึ่งวัดพระธรรมกายก็ได้นำเรื่องราวที่เกี่ยวกับอานิสงส์จากการสร้างทานบารมีอย่างถูกหลักวิชชาของคนทุกระดับชั้น ที่มีบันทึกในพระไตรปิฎกในลักษณะแบบนี้มาสอนสาธุชนอยู่ เสมอๆ
วัดพระธรรมกายไม่ได้มุ่งเน้นไปที่จำนวนเงินหรือมูลค่าของสิ่งของ หรือสอนให้ทุกคนต้องบริจาคเงินมากๆ เพื่อให้ได้บุญมากๆ แบบขาดสติ หรือสอนให้ทำบุญแบบเจือกิเลสแบบโลกๆ อย่างที่กลุ่มคนที่ไม่รู้จริงแต่ชอบอวดรู้กล่าวหา เพราะตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ วัดพระธรรมกายมีแต่สอนให้สาธุชนทุกคนทั้งเก่าและใหม่ ทำบุญให้ครบองค์ประกอบตามหลัก “ทานสมบัติ 3” (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการรักษาเจตนาบริสุทธิ์ให้ครบทั้ง 3 กาล) ซึ่งถือเป็นหลักวิชชาสำคัญในการสร้างทานบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะได้เป็นเสบียงบุญติดตามตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติจนกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน
ส่วนสาธุชนที่เข้ามาแสวงบุญที่วัดเขาจะบริจาคเงินจำนวนเท่าไหร่ ใครจะทำมาก ใครจะทำน้อย ใครจะทำเต็มที่เต็มกำลังหรือใครจะทำแบบพอเพียง ใครจะปิดบัญชีทางโลกเพื่อเปิดบัญชีทางธรรมหรือใครจะทำตามที่สบายใจ เรื่องแบบนี้!!! มันขึ้นอยู่กับความศรัทธาและความพอใจของสาธุชนแต่ละคนเป็นหลัก ทางวัดไม่สามารถไปบังคับหรือกะเกณฑ์ความศรัทธาในการบริจาคทานของใครได้
ดังนั้น ประโยคที่กลุ่มคนซึ่งมีอคติกับวัดพระธรรมกายชอบนำมาตีประเด็นที่ว่า “วัดพระธรรมกายชอบสอนว่ายิ่งบริจาคมาก ยิ่งได้บุญมาก” จึงเป็นเพียงประโยคที่ถูกตัดตอนหรือพูดไม่ครบความ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การหยิบยกเอาแต่ “ผลสรุปแค่บางส่วน” ซึ่งแม้จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตามหลักวิชชาที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น แต่พอกลุ่มคนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกายเจตนาหยิบยกเฉพาะประโยคนี้มาบิดประเด็น โดยไม่ได้กล่าวถึง “เหตุที่มา” นั่นก็คือหลักคำสอนของทางวัดที่สอนให้สาธุชนทำบุญตามหลัก “ทานสมบัติ 3” ขึ้นมาพูด เมื่อคนที่ไม่เคยมาวัดได้ฟังกลุ่มคนที่มีอคติปลุกปั่นสร้างกระแสด้วยรูปประโยคที่ถูกตัดตอนแบบนี้มากเข้าๆ ก็ทำให้มีหลายๆ คนหลงเชื่อและเข้าใจผิดคิดว่าวัดพระธรรมกายสอนให้คนทำบุญแบบนั้นจริงๆ
เพราะฉะนั้น...ถ้าใครอยากจะรู้ความจริงว่าวัดพระธรรมกายสอนให้คนทำบุญอย่างที่เขากล่าวหาจริงๆ หรือไม่!!!
ขอเชิญมาดูด้วยตา มาฟังด้วยหู และมาสัมผัสด้วยตัวเป็นๆ
ที่วัดพระธรรมกายจะดีที่สุด
ที่วัดพระธรรมกายจะดีที่สุด








